วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
บทที่ 5 เครือข่ายใยแมงมุม
เครือข่ายใยแมงมุม
เครือข่ายใยแมงมุม
เครือข่ายใยแมงมุม หรือ WWW (World Wide Web)หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "เว็บ"เวิลด์ ไวด์ เว็บเป็นบริการหนึ่งที่อยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพัฒนาของเครือข่ายใยแมงมุม ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยี ด้านมัลติมีเดียทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความมหัศจรรย์ให้กับการศึกษาใน โลกไร้พรมแดน และกลายเป็น แหล่งทรัพยากรของกระบวนการเรียนการสอน ที่สนองต่อกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดียิ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มี ผู้สนใจใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่มากนัก เนื่องจากการใช้บริการ อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข่าวสารข้อมูล การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสำเนา แฟ้มข้อมูล ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร (Text Mode)เท่านั้น ไม่มีการแสดงที่เป็นรูปภาพ เสียง ภาพยนตร์ และไม่มีอักษรแบบ ต่าง ๆ ปรากฎให้เห็นแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ใช้ จะต้องเรียนรู้ การใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น ต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ (UNIX) เนื่องจากเมื่อ จะมีการเรียกใช้งานอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ เพื่อทำการป้อนคำสั่งที่เป็นตัวอักษรด้วยตัวเองจนกระทั่งมีบริการที่เรียก ว่า World Wide Web (WWW) หรือ เครือข่ายใยแมงมุมเกิดขึ้น ทำให้ความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตสูงขึ้น เนื่องจาก WWW เป็นบริการหนึ่งที่อยู่ใน อินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก ผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป การอ่านและค้นหาข้อมูลสามารถกระทำได้เพียงแต่กดปุ่มเมาส์เพียงอย่างเดียว เท่านั้นส่วนประกอบของเวิลด์ไวด์เว็บ (WWW) การที่จะใช้บริการWWW ได้นั้นจำเป็นจะต้อง มีส่วนประกอบ2 ส่วน ดังนี้
1. แหล่งข้อมูล หรือเว็บไซต์ (Web Site)
2. โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)
แหล่งข้อมูล หรือ เว็บไซต์คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บเว็บเพจ ที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกดูเว็บเพจที่ เก็บอยู่ในเว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์อาจจะใช้ระบบปฏิบัติเว็บเพ จเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็ก (Hypertext document) เก็บอยู่ที่เว็บไซต์ต่าง ๆ ในรูปของแฟ้ม ข้อมูลที่มักจะสร้างขึ้นด้การ ยูนิกซ์ (UNIX) หรือวินโดวส์เอนที (Windows NT) ก็ได้ ผู้เป็นเจ้าขอเว็บไซต์จะจัดสร้างเว็บเพจ ของตนเก็บไว้ที่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้คนอื่นทั่วโลก สามารถเข้ามาดูเว็บเพจที่เก็บไว้ในเว็บไซต์นั้นได้ เช่นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จะเก็บอยู่ที่เว็บไซต์ http://ww.swu.ac.thด้วยภาษา HTML (Hypertext Markup Language) โดยมี นามสกุลเป็น htm หรือ htmlโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ ในการเข้าสู่WWW และเปิดดูเว็บเพจ ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลนั้นขึ้นมาแสดงได้โดยใช้โปรแกรม ประเภท Web Browserเช่น Netscape หรือInternet Explorer เว็บเพจที่เป็นหน้าแรก ของเว็บเพจ นิยมเรียกกันว่า "โฮมเพจ" (Home Page) การเข้าถึงเว็บเพจใดๆ นั้นผู้ใช้จะต้องทราบตำแหน่งที่อยู่ของเพจนั้น ๆ บนเว็บเสียก่อนตำแหน่งที่อยู่เหล่านี้ เรียกว่า URL (Uniform Resource Locators)
หมายเลขเครื่อง IP Address
IP Address : หมายเลขประจำเครื่อง
เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่ในระบบอินเตอร์เน็ต จะต้องมีหมายเลขประจำเครื่องที่ไม่ซ้ำกันเลย เรียกว่า IP Address หรือ Internet Address เพื่อใช้เป็นตัวชี้เฉพาะในระบบเมื่อมีการติดต่อสื่อสารภาษาสื่อสารจะใช้ภาษา TCP/IP จะให้หมายเลข IP Address ของเครื่องต้นทางและปลายทางนี้ในการกำกับข้อมูลที่ส่งผ่านไปในระบบเพื่อให้ สามารถส่งผ่านไปยังที่หมายได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นถ้าเปรียบเครื่องแต่ละเครื่องเป็นบ้านแต่ละหลัง IP Address ก็คือบ้านเลขที่ของบ้านแต่ละหลังนั่นเองIP Address จะประกอบด้วยข้อมูลจำนวน 32 บิต โดยแยกออกเป็น 4 ส่วน ๆ ละ 8 บิต โดยแต่ละส่วนจะขั้นด้วยเครื่องหมายจุด เช่น 208.48.176.11 เป็น IP Address ของเครื่องเครื่องหนึ่งนั่นเอง
โดเมนเนม
โดเมนเนม ความหมายโดยทั่วๆ ไป หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่ายทั้ง ในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันทีโดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร
โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. โดเมน 2 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
2. โดเมน 3 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ
โดนเมนเนม 2 ระดับ
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com
ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้
* .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
* .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
* .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
* .edu คือ สถาบันการศึกษา
* .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
* .mil คือ องค์กรทางทหาร
โดนเมนเนม 3 ระดับ
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th, www.nectec.or.th, www.google.co.th
ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ
โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. โดเมน 2 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
2. โดเมน 3 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ
โดนเมนเนม 2 ระดับ
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com
ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้
* .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
* .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
* .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
* .edu คือ สถาบันการศึกษา
* .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
* .mil คือ องค์กรทางทหาร
โดนเมนเนม 3 ระดับ
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th, www.nectec.or.th, www.google.co.th
ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ
* .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
* .ac คือ สถาบันการศึกษา
* .go คือ องค์กรของรัฐบาล
* .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
* .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
* .ac คือ สถาบันการศึกษา
* .go คือ องค์กรของรัฐบาล
* .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
* .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร
* .th คือ ประเทศไทย
* .cn คือ ประเทศจีน
* .uk คือ ประเทศอังกฤษ
* .jp คือ ประเทศญี่ปุ่น
* .au คือ ประเทศออสเตรเลีย
โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือกลุ่มเป้า หมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่นGoogle Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเราหลังจากจดโดนเมนเนมเป็น ที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเราเช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้เพราะถ้าคุณจด Domain Nameและ ใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว
* .cn คือ ประเทศจีน
* .uk คือ ประเทศอังกฤษ
* .jp คือ ประเทศญี่ปุ่น
* .au คือ ประเทศออสเตรเลีย
โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือกลุ่มเป้า หมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่นGoogle Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเราหลังจากจดโดนเมนเนมเป็น ที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเราเช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้เพราะถ้าคุณจด Domain Nameและ ใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว
รหัสสืบค้นแหล่งข้อมูล
ในการสืบค้นข้อมูลนั้นจำเป็นจะต้องมีโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูล ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ได้แก่ 1. โปรแกรมอาร์คี (Archie) เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูลที่เราทราบชื่อ แต่ไม่ทราบตำแหน่ง ที่อยู่ของแฟ้มข้อมูล ว่าอยู่ในเครื่องบริการใดๆ ในอินเตอร์เน็ต โดยโปรแกรมอาร์คีนั้นจะสร้างบัตรรายการแฟ้มไว้ใน ฐานข้อมูล ซึ่งหากเราต้องการค้นหาตำแหน่งของแฟ้มข้อมูลก็เปิดโปรแกรมอาร์คีนี้ขึ้นมาล้วให้พิมพ์ ชื่อแฟ้มข้อมูล ที่ต้องการลงไป โดยโปรแกรมอาร์คีจะตรวจค้นฐานข้อมูลให้ปรากฏชื่อแฟ้ม และ รายชื่อเครื่องบริการที่เก็บแฟ้มนั้นขึ้นมา ซึ่งหลังจากทราบชื่อเครื่องบริการแล้วเราก็จะสามารถใช้ FTP ถ่ายโอนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราได้
2. โปรแกรมโกเฟอร์ (Gopher) เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูล ซึ่งใช้บริการด้วยระบบเมนูโปรแกรมโกเฟอร์ เป็นโปรแกรม ที่มีรายการเลือก เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในการค้นหาข้อมูล
การใช้งาน โปรแกรมนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบ รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงอยู่กับอินเตอร์เน็ตใดๆ เลย เราแค่เพียงเลือกรายการที่ต้องการในรายการเลือก และกดปุ่ม <Enter> ซึ่งเมื่อมีข้อมูลแสดงขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถอ่านข้อมูลนั้น และบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
การใช้งาน โปรแกรมนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบ รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงอยู่กับอินเตอร์เน็ตใดๆ เลย เราแค่เพียงเลือกรายการที่ต้องการในรายการเลือก และกดปุ่ม <Enter> ซึ่งเมื่อมีข้อมูลแสดงขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถอ่านข้อมูลนั้น และบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
3. โปรแกรม Veronica เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลที่ได้รับการพัฒนามาจากโปรแกรมโกเฟอร์ โดยการค้นหาข้อมูล จะทำได้โดยไม่ต้องผ่านระบบเมนู เพียงแค่พิมพ์คำสำคัญ หรือ ให้ระบบได้ทำการค้นหาข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword
4. โปรแกรมเวส (Wide Area Information Server-WAIS) เป็นโปรแกรมที่เป็น
เครื่องมือในการสืบค้นข้อมูล โดยทำการค้นหาจากเนื้อหาของข้อมูล ซึ่งการใช้งานต้องระบุ
ุชื่อเรื่อง หรือชื่อของคำหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของข้อมูล ที่ต้องการ ซึ่งโปรแกรมเวสจะช่วยค้นหาไปยังแหล่งข้อมูลที่เชื่อมต่ออยู่ภายในอินเตอร์ เน็ต
เครื่องมือในการสืบค้นข้อมูล โดยทำการค้นหาจากเนื้อหาของข้อมูล ซึ่งการใช้งานต้องระบุ
ุชื่อเรื่อง หรือชื่อของคำหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของข้อมูล ที่ต้องการ ซึ่งโปรแกรมเวสจะช่วยค้นหาไปยังแหล่งข้อมูลที่เชื่อมต่ออยู่ภายในอินเตอร์ เน็ต
5. โปรแกรม Search Engines เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยให้พิมพ์คำ หรือข้อความที่เป็น Keyword จากนั้นโปรแกรม Search
Engines จะแสดงรายชื่อของแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้เราได้เลือกคลิ กที่รายชื่อของแหล่งข้อมูลนั้น เพื่อเลือกข้อมูลที่ต้องการได้ ซึ่งการจัดการแหล่งข้อมูลเหล่านั้นโปรแกรม Search Engines จะจัดไว้เป็นเมนู โดยเริ่มจากข้อมูลในหมวดใหญ่ๆ ไปจนถึงข้อมูลในหมวดย่อยๆ
Engines จะแสดงรายชื่อของแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้เราได้เลือกคลิ กที่รายชื่อของแหล่งข้อมูลนั้น เพื่อเลือกข้อมูลที่ต้องการได้ ซึ่งการจัดการแหล่งข้อมูลเหล่านั้นโปรแกรม Search Engines จะจัดไว้เป็นเมนู โดยเริ่มจากข้อมูลในหมวดใหญ่ๆ ไปจนถึงข้อมูลในหมวดย่อยๆ
การเชื่อมโยงข้อมูล (link)
จากการที่อินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางอยู่ทั่วโลกนั่น เป็นผลมาจากความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล (link) จากข้อมูลหนึ่งไปยังอีกข้อมูลหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถเชื่อมโยงข้อความได้ทั้งจากภายในแฟ้มเอกสารข้อมูลของภายใน และแฟ้มเอกสารข้อมูลภายนอกข้อความที่ใช้เป็นตัว เชื่อมโยงข้อมูลนั้น จะมีตัวอักษรเป็นสีน้ำเงิน (หรือสีอื่นตามแต่ที่ผู้สร้างกำหนดขึ้นมา) เมื่อเลื่อนเมาส์ไปชี้ที่ข้อความซึ่งมีการเชื่อมโยง รูปแบบของตัวชี้จะเปลี่ยนจาก สัญลักษณ์ลูกศรไปเป็นรูปมือแทน
ประเภทของการเชื่อมโยง ใน HTML แบ่งการเชื่อมโยงออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ การเชื่อมโยงนอกเว็บไซต์
คำสั่งที่ใช้เชื่อมโยงข้อมูล คือ
<a href=" ชื่อไฟล์ หรือ URL" >ข้อความหรือรูปภาพที่จุด Link</a>Attribute ที่ใช้ร่วมกับการสร้าง Link ซึ่งจะต้องนำมาวางต่อจากคำสั่งสร้าง link และใช้คำสั่ง target= คุณสมบัติด้านล่าง เช่น
<a href=" ชื่อไฟล์" target=_blank>ข้อความหรือรูปภาพที่จุด Link</a>
_blank = เปิดหน้าเอกสารใหม่โดยที่หน้าเดิมยังคงอยู่
_self = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไปบางส่วน หากว่าใช้กับ เฟรม
_parent = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไป
_top = เปิด file ที่หน้าเดิมโดยจะไปด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจ
<a href=" ชื่อไฟล์ หรือ URL" >ข้อความหรือรูปภาพที่จุด Link</a>Attribute ที่ใช้ร่วมกับการสร้าง Link ซึ่งจะต้องนำมาวางต่อจากคำสั่งสร้าง link และใช้คำสั่ง target= คุณสมบัติด้านล่าง เช่น
<a href=" ชื่อไฟล์" target=_blank>ข้อความหรือรูปภาพที่จุด Link</a>
_blank = เปิดหน้าเอกสารใหม่โดยที่หน้าเดิมยังคงอยู่
_self = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไปบางส่วน หากว่าใช้กับ เฟรม
_parent = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไป
_top = เปิด file ที่หน้าเดิมโดยจะไปด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจ
หมายเลขประจำเครื่อง (IP Address)
หมายเลขประจำเครื่อง หรือที่อยู่(address) ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแต่ละคน จะมีที่อยู่ประจำเครื่อง ซึ่งกำหนดเป็นตัวเลขระบุตำแหน่ง เช่น 202.44.202.22 เป็นต้น แต่ระบบตัวเลขนี้จะสามารถจดจำได้ยาก และไม่สื่อความหมายต่อผู้ใช้ ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นระบบตั้งชื่อที่ง่ายต่อการจดจำและสื่อให้เข้ากับงานเรียกว่า
DNS(Domain Name System)โดยเรียงลำดับความสำคัญ ของชื่อจากขวาไปซ้าย เช่น202.244.3202.422 1www.2tu.3ac.4th
1. http://www. มาจาก World Wide Web
2. tu มาจาก Thammasat University
3. Ac มาจาก Academic (ด้านวิชาการ)
4. Th มาจาก Thailand (ชื่อประเทศ)
หลักในการตั้ง DNS มีหลักการดังนี้
• ชื่อทางขวาสุดจะบอกชื่อประเทศ เช่น th-ประเทศไทย ,uk-ประเทศอังกฤษ , ca-ประเทศแคนาดา
• ลำดับถัดจากชื่อประเทศเป็นลักษณะการดำเนินงานขององค์กร คือ com = Commercial = ใช้ในกิจการธุรกิจการค้า บริษัท ห้างร้าน
edu = Education = ใช้ในสถาบันการศึกษา
gov = Government = ใช้ในหน่วยงานราชการ
ลำดับถัดมาจากขวา เช่น
ac = Academic = สถาบันการศึกษา
co = Commercial = องศ์กรภาคเอกชน
go = Government = หน่วยงานราชการ
or = Organization = องศ์กรรัฐวิสาหกิจ
net = Network = องศ์กรที่ให้บริการระบบเครือข่าย
DNS(Domain Name System)โดยเรียงลำดับความสำคัญ ของชื่อจากขวาไปซ้าย เช่น202.244.3202.422 1www.2tu.3ac.4th
1. http://www. มาจาก World Wide Web
2. tu มาจาก Thammasat University
3. Ac มาจาก Academic (ด้านวิชาการ)
4. Th มาจาก Thailand (ชื่อประเทศ)
หลักในการตั้ง DNS มีหลักการดังนี้
• ชื่อทางขวาสุดจะบอกชื่อประเทศ เช่น th-ประเทศไทย ,uk-ประเทศอังกฤษ , ca-ประเทศแคนาดา
• ลำดับถัดจากชื่อประเทศเป็นลักษณะการดำเนินงานขององค์กร คือ com = Commercial = ใช้ในกิจการธุรกิจการค้า บริษัท ห้างร้าน
edu = Education = ใช้ในสถาบันการศึกษา
gov = Government = ใช้ในหน่วยงานราชการ
ลำดับถัดมาจากขวา เช่น
ac = Academic = สถาบันการศึกษา
co = Commercial = องศ์กรภาคเอกชน
go = Government = หน่วยงานราชการ
or = Organization = องศ์กรรัฐวิสาหกิจ
net = Network = องศ์กรที่ให้บริการระบบเครือข่าย
โดเมนเนม (Domain Name)
โดเมนเนม ความหมายโดยทั่วๆ ไป หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย
ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร
โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. โดเมน 2 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
2. โดเมน 3 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ
โดนเมนเนม 2 ระดับ
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com
ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้
* .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
* .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
* .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
* .edu คือ สถาบันการศึกษา
* .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
* .mil คือ องค์กรทางทหาร
โดนเมนเนม 3 ระดับ
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th, www.nectec.or.th, www.google.co.th
ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ
* .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
* .ac คือ สถาบันการศึกษา
* .go คือ องค์กรของรัฐบาล
* .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
* .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร
* .th คือ ประเทศไทย
* .cn คือ ประเทศจีน
* .uk คือ ประเทศอังกฤษ
* .jp คือ ประเทศญี่ปุ่น
* .au คือ ประเทศออสเตรเลีย
โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือ
กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรา
หลังจากจดโดนเมนเนมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเรา
เช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
เพราะถ้าคุณจด Domain Nameและใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว
ส่วนเรื่องราคาในท้องตลาดบ้านเรามีหลากหลายราคาแล้วแต่จะเลือกจดโดเมนตามความพอใจ ท่านที่สนใจสามารถคลิกเข้าไปตรวจสอบได้ที่
ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร
โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. โดเมน 2 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
2. โดเมน 3 ระดับ ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ
โดนเมนเนม 2 ระดับ
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com
ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้
* .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
* .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
* .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
* .edu คือ สถาบันการศึกษา
* .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
* .mil คือ องค์กรทางทหาร
โดนเมนเนม 3 ระดับ
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th, www.nectec.or.th, www.google.co.th
ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ
* .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
* .ac คือ สถาบันการศึกษา
* .go คือ องค์กรของรัฐบาล
* .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
* .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร
* .th คือ ประเทศไทย
* .cn คือ ประเทศจีน
* .uk คือ ประเทศอังกฤษ
* .jp คือ ประเทศญี่ปุ่น
* .au คือ ประเทศออสเตรเลีย
โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือ
กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรา
หลังจากจดโดนเมนเนมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเรา
เช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
เพราะถ้าคุณจด Domain Nameและใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว
ส่วนเรื่องราคาในท้องตลาดบ้านเรามีหลากหลายราคาแล้วแต่จะเลือกจดโดเมนตามความพอใจ ท่านที่สนใจสามารถคลิกเข้าไปตรวจสอบได้ที่
รหัสสืบค้นแหล่งข้อมูล
โปรแกรมสืบค้นหาข้อมูล
|
ในการสืบค้นข้อมูลนั้นจำเป็นจะต้องมีโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูล ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ได้แก่ 1. โปรแกรมอาร์คี (Archie) เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูลที่เราทราบชื่อ แต่ไม่ทราบตำแหน่ง ที่อยู่ของแฟ้มข้อมูล ว่าอยู่ในเครื่องบริการใดๆ ในอินเตอร์เน็ต โดยโปรแกรมอาร์คีนั้นจะสร้างบัตรรายการแฟ้มไว้ใน ฐานข้อมูล ซึ่งหากเราต้องการค้นหาตำแหน่งของแฟ้มข้อมูลก็เปิดโปรแกรมอาร์คีนี้ขึ้นมาล้วให้พิมพ์ชื่อแฟ้มข้อมูล ที่ต้องการลงไป โดยโปรแกรมอาร์คีจะตรวจค้นฐานข้อมูลให้ปรากฏชื่อแฟ้ม และ รายชื่อเครื่องบริการที่เก็บแฟ้มนั้นขึ้นมา ซึ่งหลังจากทราบชื่อเครื่องบริการแล้วเราก็จะสามารถใช้ FTP ถ่ายโอนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราไ้้ด้
2. โปรแกรมโกเฟอร์ (Gopher) เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูล ซึ่งใช้บริการด้วยระบบเมนูโปรแกรมโกเฟอร์ เป็นโปรแกรม ที่มีรายการเลือก เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในการค้นหาข้อมูล
การใช้งาน โปรแกรมนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบ รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงอยู่กับอินเตอร์เน็ตใดๆ เลย เราแค่เพียงเลือกรายการที่ต้องการในรายการเลือก และกดปุ่ม <Enter> ซึ่งเมื่อมีข้อมูลแสดงขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถอ่านข้อมูลนั้น และบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
การใช้งาน โปรแกรมนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบ รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงอยู่กับอินเตอร์เน็ตใดๆ เลย เราแค่เพียงเลือกรายการที่ต้องการในรายการเลือก และกดปุ่ม <Enter> ซึ่งเมื่อมีข้อมูลแสดงขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถอ่านข้อมูลนั้น และบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
3. โปรแกรม Veronica เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลที่ได้รับการพัฒนามาจากโปรแกรมโกเฟอร์ โดยการค้นหาข้อมูล จะทำได้โดยไม่ต้องผ่านระบบเมนู เพียงแค่พิมพ์คำสำคัญ หรือ ให้ระบบได้ทำการค้นหาข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword
4. โปรแกรมเวส (Wide Area Information Server-WAIS) เป็นโปรแกรมที่เป็น
เครื่องมือในการสืบค้นข้อมูล โดยทำการค้นหาจากเนื้อหาของข้อมูล ซึ่งการใช้งา้นต้องระบุ
ุชื่อเรื่อง หรือชื่อของคำหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของข้อมูล ที่ต้องการ ซึ่งโปรแกรมเวสจะช่วยค้นหาไปยังแหล่งข้อมูลที่เชื่อมต่ออยู่ภายในอินเตอร์เน็ต
เครื่องมือในการสืบค้นข้อมูล โดยทำการค้นหาจากเนื้อหาของข้อมูล ซึ่งการใช้งา้นต้องระบุ
ุชื่อเรื่อง หรือชื่อของคำหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของข้อมูล ที่ต้องการ ซึ่งโปรแกรมเวสจะช่วยค้นหาไปยังแหล่งข้อมูลที่เชื่อมต่ออยู่ภายในอินเตอร์เน็ต
5. โปรแกรม Search Engines เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยให้พิมพ์คำ หรือข้อความที่เป็น Keyword จากนั้นโปรแกรม Search
Engines จะแสดงรายชื่อของแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ี่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้เราได้เลือกคลิกที่รายชื่อของแหล่งข้อมูลนั้น เพื่อเลือกข้อมูลที่ต้องการได้ ซึ่งการจัดการแหล่งข้อมูลเหล่านั้นโปรแกรม Search Engines จะจัดไว้เป็นเมนู โดยเริ่มจากข้อมูลในหมวดใหญ่ๆ ไปจนถึงข้อมูลในหมวดย่อยๆ
Engines จะแสดงรายชื่อของแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ี่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้เราได้เลือกคลิกที่รายชื่อของแหล่งข้อมูลนั้น เพื่อเลือกข้อมูลที่ต้องการได้ ซึ่งการจัดการแหล่งข้อมูลเหล่านั้นโปรแกรม Search Engines จะจัดไว้เป็นเมนู โดยเริ่มจากข้อมูลในหมวดใหญ่ๆ ไปจนถึงข้อมูลในหมวดย่อยๆ
การเชื่อมโยงข้อมูล (Link)
|
| เป็นที่ ทราบดี อยู่ แล้วว่า การที่ อินเตอร์เนต ได้รับความนิยม อย่างกว้างขวางอยู่ทั่วโลกนั้นเป็ ผลมาจากความ สามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล จากฐานข้อมูล หนึ่ง ไปยังอีก ฐานข้อ มูลหนึ่ง ได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถ เชื่อมโยงข้อความ ได้ทั้ง จากภายใน แฟ้มเอกสาร ข้อมูลของตัวเอง และแฟ้มเอกสารข้อมูลภายนอกที่ต่างเว็บไซต์กัน ข้อความ ที่ถูกกำหนดให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่น ๆ บนเว็บเบราเซอร์จะแสดงผลเป็นตัวอักษร ที่มีสีแตกต่างจากอักษรทั่วไป และอาจจะมี ขีดเส้นใต้ข้อความนั้นด้วย โดยทั่วไป ตัวอักษรที่แสดง ผลอยู่บน เวบเบราเซอร์ จะมีสีดำ ปนขาว (หรือสีเทา) แต่สำหรับ ข้อความ ที่ใช้เป็นตัวเชื่อมข้อมูลนั้นจะเป็นตัวอักษร สีน้ำเงิน หรือ อย่างอื่น ตาม ที่สร้างขึ้นมาเมื่อเลื่อน เมาส์ ไปชี้ที่ ข้อความ ซึ่ มีการเชื่อมโยงของรูปแบบ ตัวชี้ จะเปลี่ยนจาก สัญลักษณ์ ลูกศร ไปเป็นรูป มือแทน และที่บริเวณแถบแสดงสถานะด้านล่าง จะแสดงถึงตำแหน่งของจุด หมายที่ ข้อความจะเชื่อมโยงไปให้เราเห็น ประเภทการเชื่อมโยง- การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ - การเชื่อมโยงข้อมูลนอกเว็บไซต์ - การเชื่อมโยงข้อมูล FTP - การเชื่อมโยงข้อมูล E-Mail การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ รูปแบบ <A HREF="ที่อยู่ไฟล์">ข้อความ</A> ตัวอย่าง <A HREF="tipcomputer.asp">ทิปคอมพิวเตอร์</A>*** หมายเหตุ ถ้าลิงค์อยุ่คนละโฟลเดอร์ <A HREF="../tipcomputer.asp">ทิปคอมพิวเตอร์</A> การเชื่อมโยงข้อมูลนอกเว็บไซต์ รูปแบบ <A HREF="้http://www..........">ข้อความ</A> ตัวอย่าง <A HREF="้http://www.bcoms.net">บีคอม</A>*** หมายเหตุ คุณสามารถสั่งให้เบราเซอร์เปิดหน้าใหม่ได้โดยกำหนด target="_blank" ตัวอย่าง <a href="http://www.driverzone.com" target="_blank"> Driver Zone </a> การเชื่อมโยงข้อมูล FTP รูปแบบ <FTP://HOSTNAME/FOLDER>ข้อความ</A>HOSTNAME คือ ชื่อของศูนย์บริการ FTP Server FOLDER คือ ชื่อไฟล์และไดเรกทอรี่ที่ผู้เข้ารับบริการสามารถเข้าไปใช้งานได้ ตัวอย่าง <A HREF=FTP://bcoms.net/download> Download </a> การเชื่อมโยงข้อมูล E-Mail รูปแบบ <A HREF="MAILTO:USERNAME@DOMAINNAME">ข้อความ</A> ตัวอย่าง <a href="mailto: bcoms_net@hotmail.com">bcoms_net@hotmail.com</a> |
วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
บทที่ 4 การใช้งานโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์
การใช้งานโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์
การใช้งาน Internet Explorer
IE หรือ Internet Explorer เป็นซอฟต์แวร์ สำหรับใช้งานระบบอินเตอร์เน็ต หรือมักจะนิยมเรียกว่า Browser ที่มีแถมมากับ Windows98 ทุกรุ่น โดยที่หากเป็น Windows98 Thai ก็จะมี IE4.0 แถมมาด้วย หากเป็น Windows98 SE ก็จะเป็น IE5.0 และถ้าเป็น WindowsMe ก็จะมี IE5.5 แถมมาให้ ดังนั้น หากคิดจะเล่นอินเตอร์เน็ตด้วย IE แล้วละก็ มาดูเทคนิค พื้นฐานเบื้องต้น ที่ควรจะรู้ไว้ ในการใช้ IE ให้เต็มความสามารถกันดีกว่าครับ
เมนู ปุ่ม และคำสั่งในเบื้องต้น
การใช้งาน IE ในเบื้องต้นก็คงจะไม่มีอะไรมากนัก คิดว่าหลาย ๆ คนคงจะพอรู้กันอยู่บ้างแล้ว เอาเป็นว่าผมจะทบทวนหลัก ๆ อีกครั้ง จากหน้าตาของ IE ที่คุ้นเคยกันดังนี้

มาดูหน้าที่ของปุ่มต่าง ๆ กันเลย
ปุ่ม Back ใช้สำหรับย้อนกลับไปหน้าที่ผ่านมาแล้ว
ปุ่ม Forward ใช้สำหรับเปลี่ยนไปหน้าต่อไป (หลังจากที่ย้อนกลับมา)
ปุ่ม Stop ใช้สำหรับหยุดการโหลดข้อมูลในหน้าเว็บเพจนั้น
ปุ่ม Refresh ใช้สำหรับการเรียกโหลดข้อมูลหน้าเว็บเพจใหม่อีกครั้ง
ปุ่ม Home ใช้สำหรับกลับไปหน้าแรกหรือกลับไปที่ URL ที่ตั้งไว้ให้เป็นหน้าแรก
ปุ่ม Search ใช้สำหรับค้นหาเว็บไซต์
ปุ่ม Favorites ใช้สำหรับเลือกเว็บไซต์จาก Favorites หรือ Book Mark
ปุ่ม History ใช้สำหรับการย้อนกลับไปดูเว็บไซต์ที่เคยเข้าไปดูมาแล้ว
ปุ่ม Mail ใช้สำหรับการ รับ-ส่ง อีเมล์
ปุ่ม Print ใช้สำหรับการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่องพิมพ์
ปุ่ม Edit ใช้สำหรับการแก้ไขหน้าเว็บเพจนั้น ๆ
การใช้งาน IE แบบ Offline
การใช้งานแบบ Offline ก็คือการที่เราทำการเก็บข้อมูลของหน้าเว็บเพจ ที่ได้เคยเข้าไปเยี่ยมชมแล้ว และทำการเรียกมาดูใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่ต้องทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตใหม่ ซึ่งสามารถทำได้ 3 รูปแบบดังนี้
1. การใช้เมนู File >> Work Offline โดยการเลือกที่ Work Offline หรือเป็นการทำงานในแบบ Offline นั่นเอง เมื่อเลือกที่เมนูนี้แล้ว จะทำให้เราสามารถเรียกดูข้อมูลของเว็บที่ได้เคยแวะเข้าไปเยี่ยมชมและยังมีเก็บอยู่ใน Temporary File ขึ้นมาดูได้ โดยวิธีนี้อาจจะไม่สามารถรับประกันได้ว่า เว็บเพจที่เคยเข้าไปดูนั้น จะยังอยู่ครบหรือไม่นะครับ เพราะขนาดที่จำกัดของ พื้นที่ของ Temporary File นั่นเอง
2. การใช้เมนู File >> Save as หน้าเว็บเพจ ที่ต้องการเก็บไว้ วิธีนี้จะเป็นการเก็บข้อมูลทั้งหน้าลงใน ฮาร์ดดิสก์ ทำให้เก็บข้อมูลของหน้าเว็บเพจ ไว้ได้ตลอดไป เมื่อต้องการเรียกดูใหม่ก็เลือกเปิดที่ ชื่อไฟล์ที่เราเก็บไว้ได้เลย
3. การใช้เมนู Favorites >> Add Favorite ที่จริงแล้วเป็นการเก็บเฉพาะลิงค์ ของหน้าเว็บที่ต้องการไว้ แต่ถ้าหากเลือกที่ช่อง Make available offline ไว้ด้วย จะเป็นการสั่งให้ IE ทำการเก็บข้อมูลของหน้าเว็บนั้นแบบ Offline ได้ด้วย หากต้องการเรียกดูเมื่อไร ก็สามารถทำได้มันมี นอกจากนี้ยังสามารถสั่งให้ IE ทีการเช็คและอัพเดทข้อมูลของ Favorite ที่ตั้ง Offline นี้ไว้ได้โดยการเลือกที่เมนู Tools >> Synchronize ได้ด้วยครับ
การกำหนด Text Size และ Encode ของตัวอักษร
จากเมนู View จะมีให้เลือก Text Size และ Encoding ซึ่งเป็นการกำหนดขนาดของตัวอักษรและการเข้ารหัสภาษา ที่แสดงในแต่ละหน้าของเว็บเพจ ซึ่งในบางครั้ง เราสามารถทำการปรับแต่งขนาด และการกำหนดภาษานี้ได้ หากเข้าไปในเว็บบางที่ แล้วไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้ ก็ลองเปลี่ยน Encoding ช่องนี้ให้เป็น Thai ดูนะครับ
การเก็บลิงค์ของเว็บที่ชอบไว้ใน Favorites
ขณะที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตไปเรื่อย ๆ หากพบเว็บไซต์ที่ถูกใจ ต้องการเก็บลิงค์ของหน้าเว็บนั้นไว้ ก็สามารถทำได้โดยการเลือกที่เมนู Favorites และ Add Favorite จะทำให้ชื่อเว็บไซต์นั้น บันทึกอยู่ในเมนูของ Favorite ได้ วิธีนี้อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทำ Book Mark นั่นเอง โดยที่ใน Favorite ก็ยังสามารถสร้าง Folder ต่าง ๆ เพื่อแยกเก็บลิงค์ ของเว็บไซต์แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ ได้ด้วย
การตั้งค่าของ Internet Options
เมนูหลัก ที่ใช้งานบ่อย ๆ และควรจะทราบไว้คือ Tools และเลือก Internet Options ซึ่งจะเป็นการตั้งค่าต่าง ๆ ของ Internet Explorer ให้เหมาะกับการใช้งานของเรา มาดูหลัก ๆ ที่ควรทราบและตั้งให้เหมาะสมกัน
หัวข้อ General

Home Page คือการตั้งหน้าเว็บเพจเริ่มต้น เมื่อเปิดโปรแกรม IE โดยอาจจะเลือกที่ปุ่มด้านล่างก็ได้
Use Current คือการตั้งหน้าเว็บเพจปัจจุบัน ให้เป็นหน้าแรก
Use Default คือการตั้งเป็นค่าเดิมของ Microsoft.com
Use Blank คือการตั้งหน้าแรกเป็นหน้าว่างเปล่า
Temporary Internet Files เป็นการกำหนดขนาดและที่อยู่ของ Temporary File สำหรับการดูแบบ Offline
History คือการกำหนด History ของเว็บเพจที่เคยเยี่ยมชมแล้ว ว่าจะเก็บไว้กี่วันหรือจะ Clear ทิ้ง
Colors เป็นการกำหนดสีต่าง ๆ ของการใช้งาน IE
Fonts เป็นการกำหนด Fonts ต่าง ๆ (แนะนำให้ตั้งเป็น Microsoft Sans Serif นะครับ)
Languages เป็นการกำหนดภาษาของ IE
Accessibility เป็นการกำหนดค่าต่าง ๆ ของ IE
หัวข้อ Security

จะเป็นการกำหนดระดับของการรักษาความปลอดภัย ในการใช้งานอินเตอร์เน็ต ก็ปรับไปที่ Default Level ทั้งหมดครับ
หัวข้อ Content

หลัก ๆ ที่ใช้งานคือช่อง AutoComplete... ครับ ใช้สำหรับการลบตัวอักษรที่จะจำอยู่ในแบบฟอร์ม เช่นอีเมล์ หรือรหัสผ่านต่าง ๆ ที่เคยเก็บไว้ ส่วนอันอื่นก็คงจะไม่ได้ใช้งานเท่าไรครับ
หัวข้อ Connections

จะเป็นรายละเอียดต่าง ๆ ของการเชื่อมต่อโมเด็ม ซึ่งเราสามารถทำการปรับแต่งค่าต่าง ๆ เช่นการตั้ง username และ password การเลือก Default Connection การลบ หรือเพิ่ม Connection ในนี้ได้
หัวข้อ Program

จะเป็นในส่วนของการเลือกโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานต่าง ๆ เช่นเลือกโปรแกรมสำหรับ รับ-ส่งอีเมล์ เลือกโปรแกรมสำหรับการแก้ไขเว็บเพจ และอื่น ๆ เป็นต้น
หัวข้อ Advanced

จะเป็นการตั้งค่าอื่น ๆ ต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปก็คงจะไม่จำเป็นต้องตั้งในส่วนนี้ครับ หากต้องการก็ลองอ่านรายละเอียดกันดู
เทคนิคการใช้งาน IE ที่ควรทราบ
1. การกดปุ่ม เมาส์ขวา เพื่อเรียกเมนูใช้งานอย่างรวดเร็วได้ เช่นการเก็บรูปภาพ การเปิดหน้าต่างใหม่ หรืออื่น ๆ
2. การกดปุ่ม Shift ค้างไว้ก่อนใช้เมาส์กดลิงค์ จะเป็นการบังคับให้เปิดลิงค์ในหน้าต่างใหม่ไปในตัว
3. การกดปุ่ม Shift ค้างไว้พร้อมกับการกดที่ปุ่ม Refresh จะเป็นการเรียกข้อมูลโดยตรงไม่เรียกจาก Proxy Server
4. การกดปุ่ม ALT + ปุ่มลูกศร ซ้าย หรือ ขวา จะเป็นการเรียกใช้เมนู Back หรือ Forward ได้เช่นกัน
5. การกดปุ่ม Ctrl + N เป็นการเปิดหน้าต่างใหม่เพิ่มขึ้นมา
6. หากพบภาพที่ถูกใจ สามารถตั้งให้เป็น Wall Paper ได้ทันทีโดยกดปุ่มเมาส์ขวา เลือกที่ Set as wallpaper
7. เราสามารถส่งหน้าเว็บเพจที่กำลังดูผ่านทางอีเมล์ ได้โดยการเลือกที่ File >> Send โดยจะส่งเป็นลิงค์หรือทั้งหน้าก็ได้
8. ก่อนการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่องพิมพ์ ควรจะเลือกที่ Print Preview เพื่อดูรูปแบบต่าง ๆ เสียก่อน
9. การค้นหาข้อความในหน้าเว็บเพจ สามารถใช้เมนู Edit และ Find (on This Page) หรือกด Ctrl + F ได้
10. การกำหนดขนาดของหน้าต่างที่เปิดใหม่ ทำโดยขยายขนาดของหน้าต่างที่เพิ่งเปิด ให้มีขนาดตามต้องการและกดปิด
11. ควรจะทำการอัพเกรด IE ให้เป็นเวอร์ชัน 5.50 built 4134.0600 หรือสูงกว่านี้เพื่อการใช้งานที่เสถียรขึ้น (มาก ๆ) ครับ
ก็หวังว่าจะช่วยให้คุณ ๆ ทั้งหลายได้รู้จักและใช้งาน Internet Explorer ได้มากขึ้นนะครับ อาจจะไม่มีรายละเอียดมากนัก หลาย ๆ ส่วนก็คงจะต้องให้คุณ ทำการทดลองปรับแต่งกันดูเอง แล้วจะเข้าใจมากกว่าที่ผมได้อธิบายมาในนี้ครับ
IE หรือ Internet Explorer เป็นซอฟต์แวร์ สำหรับใช้งานระบบอินเตอร์เน็ต หรือมักจะนิยมเรียกว่า Browser ที่มีแถมมากับ Windows98 ทุกรุ่น โดยที่หากเป็น Windows98 Thai ก็จะมี IE4.0 แถมมาด้วย หากเป็น Windows98 SE ก็จะเป็น IE5.0 และถ้าเป็น WindowsMe ก็จะมี IE5.5 แถมมาให้ ดังนั้น หากคิดจะเล่นอินเตอร์เน็ตด้วย IE แล้วละก็ มาดูเทคนิค พื้นฐานเบื้องต้น ที่ควรจะรู้ไว้ ในการใช้ IE ให้เต็มความสามารถกันดีกว่าครับ
เมนู ปุ่ม และคำสั่งในเบื้องต้น
การใช้งาน IE ในเบื้องต้นก็คงจะไม่มีอะไรมากนัก คิดว่าหลาย ๆ คนคงจะพอรู้กันอยู่บ้างแล้ว เอาเป็นว่าผมจะทบทวนหลัก ๆ อีกครั้ง จากหน้าตาของ IE ที่คุ้นเคยกันดังนี้
มาดูหน้าที่ของปุ่มต่าง ๆ กันเลย
การใช้งาน IE แบบ Offline
การใช้งานแบบ Offline ก็คือการที่เราทำการเก็บข้อมูลของหน้าเว็บเพจ ที่ได้เคยเข้าไปเยี่ยมชมแล้ว และทำการเรียกมาดูใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่ต้องทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตใหม่ ซึ่งสามารถทำได้ 3 รูปแบบดังนี้
1. การใช้เมนู File >> Work Offline โดยการเลือกที่ Work Offline หรือเป็นการทำงานในแบบ Offline นั่นเอง เมื่อเลือกที่เมนูนี้แล้ว จะทำให้เราสามารถเรียกดูข้อมูลของเว็บที่ได้เคยแวะเข้าไปเยี่ยมชมและยังมีเก็บอยู่ใน Temporary File ขึ้นมาดูได้ โดยวิธีนี้อาจจะไม่สามารถรับประกันได้ว่า เว็บเพจที่เคยเข้าไปดูนั้น จะยังอยู่ครบหรือไม่นะครับ เพราะขนาดที่จำกัดของ พื้นที่ของ Temporary File นั่นเอง
2. การใช้เมนู File >> Save as หน้าเว็บเพจ ที่ต้องการเก็บไว้ วิธีนี้จะเป็นการเก็บข้อมูลทั้งหน้าลงใน ฮาร์ดดิสก์ ทำให้เก็บข้อมูลของหน้าเว็บเพจ ไว้ได้ตลอดไป เมื่อต้องการเรียกดูใหม่ก็เลือกเปิดที่ ชื่อไฟล์ที่เราเก็บไว้ได้เลย
3. การใช้เมนู Favorites >> Add Favorite ที่จริงแล้วเป็นการเก็บเฉพาะลิงค์ ของหน้าเว็บที่ต้องการไว้ แต่ถ้าหากเลือกที่ช่อง Make available offline ไว้ด้วย จะเป็นการสั่งให้ IE ทำการเก็บข้อมูลของหน้าเว็บนั้นแบบ Offline ได้ด้วย หากต้องการเรียกดูเมื่อไร ก็สามารถทำได้มันมี นอกจากนี้ยังสามารถสั่งให้ IE ทีการเช็คและอัพเดทข้อมูลของ Favorite ที่ตั้ง Offline นี้ไว้ได้โดยการเลือกที่เมนู Tools >> Synchronize ได้ด้วยครับ
การกำหนด Text Size และ Encode ของตัวอักษร
จากเมนู View จะมีให้เลือก Text Size และ Encoding ซึ่งเป็นการกำหนดขนาดของตัวอักษรและการเข้ารหัสภาษา ที่แสดงในแต่ละหน้าของเว็บเพจ ซึ่งในบางครั้ง เราสามารถทำการปรับแต่งขนาด และการกำหนดภาษานี้ได้ หากเข้าไปในเว็บบางที่ แล้วไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้ ก็ลองเปลี่ยน Encoding ช่องนี้ให้เป็น Thai ดูนะครับ
การเก็บลิงค์ของเว็บที่ชอบไว้ใน Favorites
ขณะที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตไปเรื่อย ๆ หากพบเว็บไซต์ที่ถูกใจ ต้องการเก็บลิงค์ของหน้าเว็บนั้นไว้ ก็สามารถทำได้โดยการเลือกที่เมนู Favorites และ Add Favorite จะทำให้ชื่อเว็บไซต์นั้น บันทึกอยู่ในเมนูของ Favorite ได้ วิธีนี้อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทำ Book Mark นั่นเอง โดยที่ใน Favorite ก็ยังสามารถสร้าง Folder ต่าง ๆ เพื่อแยกเก็บลิงค์ ของเว็บไซต์แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ ได้ด้วย
การตั้งค่าของ Internet Options
เมนูหลัก ที่ใช้งานบ่อย ๆ และควรจะทราบไว้คือ Tools และเลือก Internet Options ซึ่งจะเป็นการตั้งค่าต่าง ๆ ของ Internet Explorer ให้เหมาะกับการใช้งานของเรา มาดูหลัก ๆ ที่ควรทราบและตั้งให้เหมาะสมกัน
หัวข้อ General
Home Page คือการตั้งหน้าเว็บเพจเริ่มต้น เมื่อเปิดโปรแกรม IE โดยอาจจะเลือกที่ปุ่มด้านล่างก็ได้
Use Current คือการตั้งหน้าเว็บเพจปัจจุบัน ให้เป็นหน้าแรก
Use Default คือการตั้งเป็นค่าเดิมของ Microsoft.com
Use Blank คือการตั้งหน้าแรกเป็นหน้าว่างเปล่า
Temporary Internet Files เป็นการกำหนดขนาดและที่อยู่ของ Temporary File สำหรับการดูแบบ Offline
History คือการกำหนด History ของเว็บเพจที่เคยเยี่ยมชมแล้ว ว่าจะเก็บไว้กี่วันหรือจะ Clear ทิ้ง
Colors เป็นการกำหนดสีต่าง ๆ ของการใช้งาน IE
Fonts เป็นการกำหนด Fonts ต่าง ๆ (แนะนำให้ตั้งเป็น Microsoft Sans Serif นะครับ)
Languages เป็นการกำหนดภาษาของ IE
Accessibility เป็นการกำหนดค่าต่าง ๆ ของ IE
หัวข้อ Security
จะเป็นการกำหนดระดับของการรักษาความปลอดภัย ในการใช้งานอินเตอร์เน็ต ก็ปรับไปที่ Default Level ทั้งหมดครับ
หัวข้อ Content
หลัก ๆ ที่ใช้งานคือช่อง AutoComplete... ครับ ใช้สำหรับการลบตัวอักษรที่จะจำอยู่ในแบบฟอร์ม เช่นอีเมล์ หรือรหัสผ่านต่าง ๆ ที่เคยเก็บไว้ ส่วนอันอื่นก็คงจะไม่ได้ใช้งานเท่าไรครับ
หัวข้อ Connections
จะเป็นรายละเอียดต่าง ๆ ของการเชื่อมต่อโมเด็ม ซึ่งเราสามารถทำการปรับแต่งค่าต่าง ๆ เช่นการตั้ง username และ password การเลือก Default Connection การลบ หรือเพิ่ม Connection ในนี้ได้
หัวข้อ Program
จะเป็นในส่วนของการเลือกโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานต่าง ๆ เช่นเลือกโปรแกรมสำหรับ รับ-ส่งอีเมล์ เลือกโปรแกรมสำหรับการแก้ไขเว็บเพจ และอื่น ๆ เป็นต้น
หัวข้อ Advanced
จะเป็นการตั้งค่าอื่น ๆ ต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปก็คงจะไม่จำเป็นต้องตั้งในส่วนนี้ครับ หากต้องการก็ลองอ่านรายละเอียดกันดู
เทคนิคการใช้งาน IE ที่ควรทราบ
1. การกดปุ่ม เมาส์ขวา เพื่อเรียกเมนูใช้งานอย่างรวดเร็วได้ เช่นการเก็บรูปภาพ การเปิดหน้าต่างใหม่ หรืออื่น ๆ
2. การกดปุ่ม Shift ค้างไว้ก่อนใช้เมาส์กดลิงค์ จะเป็นการบังคับให้เปิดลิงค์ในหน้าต่างใหม่ไปในตัว
3. การกดปุ่ม Shift ค้างไว้พร้อมกับการกดที่ปุ่ม Refresh จะเป็นการเรียกข้อมูลโดยตรงไม่เรียกจาก Proxy Server
4. การกดปุ่ม ALT + ปุ่มลูกศร ซ้าย หรือ ขวา จะเป็นการเรียกใช้เมนู Back หรือ Forward ได้เช่นกัน
5. การกดปุ่ม Ctrl + N เป็นการเปิดหน้าต่างใหม่เพิ่มขึ้นมา
6. หากพบภาพที่ถูกใจ สามารถตั้งให้เป็น Wall Paper ได้ทันทีโดยกดปุ่มเมาส์ขวา เลือกที่ Set as wallpaper
7. เราสามารถส่งหน้าเว็บเพจที่กำลังดูผ่านทางอีเมล์ ได้โดยการเลือกที่ File >> Send โดยจะส่งเป็นลิงค์หรือทั้งหน้าก็ได้
8. ก่อนการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่องพิมพ์ ควรจะเลือกที่ Print Preview เพื่อดูรูปแบบต่าง ๆ เสียก่อน
9. การค้นหาข้อความในหน้าเว็บเพจ สามารถใช้เมนู Edit และ Find (on This Page) หรือกด Ctrl + F ได้
10. การกำหนดขนาดของหน้าต่างที่เปิดใหม่ ทำโดยขยายขนาดของหน้าต่างที่เพิ่งเปิด ให้มีขนาดตามต้องการและกดปิด
11. ควรจะทำการอัพเกรด IE ให้เป็นเวอร์ชัน 5.50 built 4134.0600 หรือสูงกว่านี้เพื่อการใช้งานที่เสถียรขึ้น (มาก ๆ) ครับ
ก็หวังว่าจะช่วยให้คุณ ๆ ทั้งหลายได้รู้จักและใช้งาน Internet Explorer ได้มากขึ้นนะครับ อาจจะไม่มีรายละเอียดมากนัก หลาย ๆ ส่วนก็คงจะต้องให้คุณ ทำการทดลองปรับแต่งกันดูเอง แล้วจะเข้าใจมากกว่าที่ผมได้อธิบายมาในนี้ครับ
5.2 การปรับแต่งโปรแกรม Internet Explorer
การปรับแต่ง Toolbar
เราสามารถเพิ่มหรือเอาปุ่มของเครื่องมือในทูลบาร์ออก โดยการกำหนดที่ไดอะล็อกบ็อกซ์ Customize Toolbar โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. คลิกเมาส์ที่ Menu View
2. เลื่อนเมาส์ไปที่ Toolbars
3. เลื่อนเมาส์ไปคลิกที่ Customize
4. ทำการเพิ่มปุ่มเครื่องมือโดยคลิกเมาส์เลือกปุ่มเครื่องมือที่อยู่ด้านซ้ายมือ
5. คลิกเลือกปุ่มเครื่องมือที่อยู่ในช่องด้านซ้ายมือ
6. คลิกเมาส์ที่ปุ่ม Add และกดปุ่ม Close จะปรากฏไอคอนในทูลบาร์ตามที่ต้องการ (หากต้องการนำปุ่มเครื่องมือออกให้ทำการคลิกเมาส์ที่ปุ่ม Remove)
บทที่ 3 ท่องโลกอินเทอร์เน็ต
ท่องโลกอินเทอร์เน็ต
ความหมายของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อระบบต่างๆ จากทั่วมุมโลกเข้าด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานทั้งงานราชการและเอกชน ซึ่งมีข้อมูล
มากมายที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
1. เครือข่ายใยแมงมมุ (World Wide Web : WWW)
เป็ นการบริการในการสืบค้นข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมเป็ นอย่างมากเพราะ
เป็ นการบริการที่สามารถท าให้เอกสารต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้
การที่สามารถเชื่อมโยงเอกสารในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีอยู่บนโลกได้ ซึ่งคล้ายกับใยแมงมุม จึง
ทา ใหร้ะบบน้ีถกู เรียกวา่ “เครือข่ายใยแมงมุม” (World Wide Web) หรือ WWW น้นั เอง
2. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic Mail :E-Mail)
เป็ นการบริการอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเป็นวิธีติดต่อสื่อสารที่เป็ น
มาตรฐาน โดยที่สามารถจะรับ-ส่งเอกสาร ท้งัท่ีเป็นเอกสารขอ้ความ และท้งัท่ีเป็นเอกสารแบบ
มลัติมเีดียคือ มที้งัภาพและเสียงโดยสามารถสื่อสารกันได้ไม่ว่าผู้รับและผู้ส่งจะอยู่ไกลหรือไกลกัน
เพียงไดก็ตามบุรุษไปรษณีย์ที่จะท าหน้าที่ส่งจดหมายต่างๆให้กับเราก็คือเว็บไซต์ที่เราได้ลงทะเบียน
เป็ นสมาชิกเพื่อขอใช้บริการ เมื่อลงทะเบียนสมัครเป็ นสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ก็จะได้ที่อยู่บน
เครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาไว้ส าหรับติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ที่เราเรียกกันว่า
E-Mail Address
3. การโอนย้ายข้อมลู ข้ามเครือข่าย(File Transfer Protocol: FTP)
FTP หรือ File Transfer Protocol เป็ นการบริการโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย ข้อมูลที่
โอนย้ายมีหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ เพลง รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข่าวสาร โปรแกรม
คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยการโอนย้ายข้อมูลจะแบ่งออกเป็ น 2 แบบ คือ
1 Download คือ การน าข้อมูลจากเครื่องที่ให้บริการFTP
2 Upload คือ การน าข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไปใช้ในระบบเครือข่าย
อินเตอร์เน็ต
การบริการใช้เครื่องข้ามเครือข่ายด้วย Telnet
เป็นบริการที่ช่วยให้เราสามารถล็อกอินเข้าไปใช้งานในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลได้ เสมือนกับเราไปนั่งใช้งานที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ และสามารถสั่งให้เครื่องปฏิบัติงานตามคำสั่ง หรือโปรแกรมจากเครื่องของเราได้ การแสดงผลลัพธ์ของโปรแกรมTelnet นั้น ส่วนใหญ่แล้วนั้นจะแสดงในรูปของข้อความ
การทำงานของ Telnet จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เป็นบริการที่สามารถขอเข้าไปใช้บริการ หรือทรัพยากรของคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ ภายในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมีเครื่องแม่ข่าย ที่จะทำหน้าที่ในการประมวลผล และจัดเก็บข้อมูลไปยังฐานข้อมูล งานบางชนิดจะต้องใช้โปรแกรมสำหรับการทำงานเฉพาะอย่าง ดังนั้น เครื่องที่เป็นเครื่องแม่
การบริการค้นหาข้อมูลข้ามเครือข่าย
การค้นหาข้อมูลเครือข่ายบนอินเทอร์เน็ต เป็นอีกบริการหนึ่งที่นิยมมาก เพราะอำนวยการให้แก่ผู้ใช้บริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลอยู่ป็น จำนวนมาก ดั้งนั้นการค้นหาข้อมูลจำเป็นต้องมีโปรแกรมเพื่อให้ทราบแหล่งที่อยู่ข้อมูล
เครื่องจักรค้นหา คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการในด้านการค้นหาข้อมูลต่างๆบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้แก่ผู้ใช้บริการ
การใช้วิธีการค้นหาข้อมูลระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แบ่งรูปแบบการค้นหามี 2 ลักษณะ ดังนี้
1. การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา หรือที่เรียกว่า คีย์เวิร์ค
2.การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือไดเรกทอรี
บริการสนทนาออนไลน์(Chat)
ชนิดของ E-commerce ได้แก่
การสร้างการรับรู้ --> การโฆษณา --> การเข้าถึงสินค้า --> การซื้อสินค้า --> การรักษาลูกค้า
การพัฒนาเว็บไซด์ร้านค้าออนไลน์
การบริการสนทนาออนไลน์ หรือที่เรียกว่า แชท เป็นการสนทนาระหว่างบุคคลที่ใช้บริการอินเทอร์เน็ต มีการโต้ตอบกันทีนที่ โดยไม่ต้องการรอคำตอบเหมือนการใช้อีเมล์พิมพ์ข้อความ หรือใช้เสียงในการสนทนาได้ การสนทนาสามารถกระทำได้ในกลุ่มสนทนา เป็นการเเลกเปลี่ยความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ปัจจุบันนี้ได้นำวิธีการสนทนาออนไลน์มาประยุกต์ใช้ประชุมทางไกลโดยใช้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งภาพ ไมโครโฟน เป็นต้น
กระดานข่าว (Bulletin Board System : BBS)
(อังกฤษ: Bulletin Board System) หรือ บีบีเอส (BBS) เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่รันซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้ผู้ใช้หลาย ๆ คน ใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมเทอร์มินัลติดต่อเข้าไปในระบบ ผ่านทางโมเด็มและสายโทรศัพท์. โดยในระบบจะมีบริการต่าง ๆ ให้ใช้ เช่น ระบบส่งข้อความระหว่างผู้ใช้ (คล้าย จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน แต่รับส่งได้เฉพาะภายในระบบเครือข่ายสมาชิกเท่านั้น) ห้องสนทนา บริการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ และกระดานแจ้งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้น
บีบีเอสส่วนใหญ่เปิดให้บริการฟรี โดยสมาชิกจะสามารถเข้าใช้ระบบได้แต่ละวันในระยะเวลาจำกัด บีบีเอสมักจะดำเนินการในรูปของงานอดิเรกของผู้ดูแลระบบ หรือที่เรียกกันว่า ซิสอ็อป (SysOp จากคำว่า system operator)
บีบีเอสส่วนในเมืองไทยมีขนาดเล็ก มีคู่สายเพียง 1 หรือ 2 คู่สายเท่านั้น บางบีบีเอสยังอาจเปิดปิดเป็นเวลาอีกด้วย บีบีเอสขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมมากในสมัยก่อนได้แก่ ManNET ซึ่งมีถึง 8 คู่สายและเปิดบริการตลอด 24 ชม. ManNET ดำเนินการโดยแมนกรุ๊ป ผู้จัดทำนิตยสารคอมพิวเตอร์รายใหญ่ในยุคนั้น. นอกจากนี้ยังมีบีบีเอส CDC Net ของ กองควบคุมโรคติดต่อ (กองควบคุมโรคในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นบีบีเอสระบบกราฟิกรุ่นบุกเบิกของประเทศไทย
ในปัจจุบัน บีบีเอสมีบทบาทน้อยลงไปมาก เนื่องจากความแพร่หลายและข้อได้เปรียบหลายประการของ อินเทอร์เน็ต และ เวิลด์ไวด์เว็บ. ในประเทศญี่ปุ่น คำว่า บีบีเอส อาจจะใช้เรียกกระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์บนอินเทอร์เน็ตด้วย. แต่สำหรับเมืองไทยแล้ว นิยมเรียกกระดานข่าวเหล่านี้ว่า เว็บบอร์ด มากกว่า
การค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce Systems)
แนะนำระบบ E-commerce โดยตัวมันเองจะไม่พูดถึงการซื้อขายเท่านั้น แต่จะเป็นกระบวนการที่ทำให้ตัว E-commerce ครบวงจรมากกว่า เช่น การพัฒนา การทำการตลาด การขาย การจัดส่งสินค้า การบริการ และ การจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า
ชนิดของ E-commerce ได้แก่
- Business-to-Consumer (B2C) การขายสินค้าระหว่างภาคธุรกิจกับผู้บริโภค
- Business-to-Business (B2B) การค้าระหว่างภาคธุรกิจกับธุรกิจ มักจะอยู่ในรูปแบบของการประมูล
- Consumer-to-Consumer (C2C) การขายสินค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค เป็นลักษณะของการฝากขายในเว็บต่างๆ เพื่อประกาศขายของที่เรามี เป็นต้น
- Access Control and Security: การตรวจสอบผู้ใช้งาน และ ความปลอดภัยของตัวลูกค้าเมื่อเข้ามาใช้งาน อาจจะมีการเข้ารหัสของข้อมูล เป็นต้น
- Profiling and Personalizing: การเก็บข้อมูลเพื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นของลูกค้า เพื่อทราบพฤติกรรมของลูกค้า
- Search Management: ความสามารถในการจัดการการค้นหาสินค้าภายในเว็บไซด์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงตัวสินค้า โดยต้องสามารถค้นหาสินค้าในเชิงลึกได้ด้วย
- Content & Catalog Management: โดยอาจมี Template เพื่อสามารถง่ายต่อการจัดการ Content ของเรา และ การอาจสร้าง Catalog ในด้านของการจัดการตัวชนิดสินค้าที่เรามีอยู่ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือก เพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้ว่าเราขายอะไร มีบริการใดบ้าง เช่น การสร้าง Product Index สำหรับบริษัทที่มีสินค้าเป็นจำนวนมาก ก็จะง่ายต่อการเลือกดูสินค้าที่มีอยู่ หรือ ให้ลูกค้าสามารถ Download เป็น PDF ไฟล์ได้
- Payment: การจ่ายเงิน จำเป็นต้องมีเรื่องของความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง
- Workflow Management: เพื่อให้ทราบว่าการดำเนินธุรกิจต้อง มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
- Event Notification: การแจ้งเตือนให้ลูกค้าได้ทราบว่า ลูกค้าได้ดำเนินกิจกรรมได้อย่างถูกต้อง เช่น อีเมล์สรุปยอดการสั่งซื้อ การจัดส่ง เป็นต้น
- Collaboration and Trading: การสร้างความร่วมมือกันระหว่างบุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง
- ให้บริการที่ดีที่สุดกับราคาที่เหมาะสม การสร้างคุณค่ากับตัวลูกค้า
- ประสิทธิภาพของตัวเว็บไซด์ การเข้าถึงข้อมูลยากหรือง่าย
- การสร้างมุมมองความรู้สึกที่จะสื่อสารกับลูกค้า เว็บไซด์ต้องตื่นตาตื่นใจ
- การโฆษณาเว็บไซด์ เช่น การให้ Coupons
- สร้างความประทับใจ เอาใจใส่ดูแลลูกค้า
- สร้างกลุ่มลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าแลกเปลี่ยนข้อมูลได้
- ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ
การสร้างการรับรู้ --> การโฆษณา --> การเข้าถึงสินค้า --> การซื้อสินค้า --> การรักษาลูกค้า
การพัฒนาเว็บไซด์ร้านค้าออนไลน์
- การสร้างเว็บไซด์: หา Web Hosting, การใช้ Tool/Template ในการพัฒนา, การสร้างตระกร้าสินค้า
- การทำการตลาด: การส่ง Email เพื่อโปรโมตสินค้า, แลก Banner โฆษณา, การลงทะเบียนเว็บไซด์กับ Search Engine/Web Directories, การลงโปรแกรม Affiliate
- การบริการลูกค้า: มีการบริการแบบเอาใจใส่ เพื่อรักษาลูกค้าไว้ให้นานที่สุด บริการหลังการขาย การอีเมล์สอบถาม การโทรถามความพึงพาใจของลูกค้า ต้องสามารถบอกได้ว่าลูกค้าแต่ละคน มีพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซด์อย่างไร มีการป้องกันในด้านข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ความสะดวกสบายในการจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า
- การวิเคราะห์ Traffic ว่ามาจากไหน เข้ามาช่วงไหนมากที่สุดเป็นต้น
- การใช้ CRM เพื่อเข้าใจลูกค้า
- Link ในการเชื่อมต่อไปยังส่วนที่สามารถขายสินค้าได้
- ต้องสามารถเปิดได้ตลอด 24 ชม
- ด้านของความปลอดภัย โดยการใช Firewalls/Password เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)